วันศุกร์ 18 ตุลาคม 2556 เวลา 00:00 น.
“วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นประเด็นร้อนที่คนทั้งโลกต้องหันมาให้ความสนใจ เนื่องจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นผลจากการถูกคุกคามทำลายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การลักลอบตัดไม้ การบุกรุกแผ้วถางป่า ไม่ได้กระทบต่อการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วของพื้นที่ป่าทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงการเสียสมดุลของสภาพต้นน้ำลำธาร การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า พันธุ์พืช และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศจำนวนมาก
กระทั่ง “องค์การสหประชาชาติ” ได้ออกมาประกาศให้ในปี ค.ศ. 2010 หรือ พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา เป็น “ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อรณรงค์ให้ทั่วโลกมองเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในการลดอัตราการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
ในส่วนของประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 กำหนดให้ปี 2553 เป็น “ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย” ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 ได้น้อมเกล้าฯถวายพระราชสมัญญานาม “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะที่ทรงมีบทบาทด้านการดูแลรักษาป่า ผ่านโครงการพระราชดำริต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งทรงคอยกระตุ้นเตือนประชาชนให้มองเห็นความสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างต่อเนื่อง
สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ความสำคัญต่อประเด็นการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพภายในกลุ่มป่าต่าง ๆ เพื่อค้นหาองค์ความรู้ ก่อนนำไปสู่กระบวนการอนุรักษ์และฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนป่า
โดยในปี พ.ศ. 2556 ได้เริ่มต้นที่ “กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว” ซึ่งเป็นกลุ่มป่าสำคัญที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเป็น “ป่าต้นน้ำ” ของแม่น้ำสำคัญถึง 3 สาย คือ แม่น้ำมูล แม่น้ำชี และแม่น้ำป่าสัก รวมทั้งถือเป็น กลุ่มป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เนื่องจากประกอบไปด้วยป่าหลายประเภท เช่น ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าสนผสมเต็งรัง
จากคุณค่าความสำคัญในหลากหลายแง่มุมของกลุ่มป่าภูเขียว–น้ำหนาว ดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ได้ระดมนักวิจัย นักวิชาการ ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน เข้าไปทำการศึกษาค้นคว้า วิจัย ค้นหาองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่าภูเขียว-น้ำหนาวอย่างเต็มรูปแบบ
ในเบื้องต้นได้วางแผนเข้าไปทำการศึกษาวิจัยทั้งหมด 25 โครงการ ซึ่งครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพใน 3 หัวข้อใหญ่ ประกอบด้วย 1. ระบบนิเวศและสภาพผืนป่า 2. ชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ ที่มีสภาพใกล้สูญพันธุ์ และเป็นสัตว์ป่าหายาก และ 3. การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพันธุศาสตร์
นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีโครงการวิจัยจากนักวิชาการและบุคคลภายนอก ที่เข้ามาดำเนินการศึกษาวิจัยในพื้นที่อีกมากกว่า 50 โครงการ!!
โดยงานวิจัยทั้งหมด ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงแค่เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์หรือสัตว์ป่าในพื้นที่เท่านั้น หากแต่ยังมีเป้าหมายเพื่อนำเอาเอกลักษณ์และความสำคัญของความหลากหลายของชีวภาพที่มีอยู่ในกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว ออกมาเผยแพร่ต่อให้ประชาชนได้รับรู้ มองเห็นคุณค่า และความสำคัญ เพื่อมุ่งสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ประชาชนหรือนักวิจัยที่สนใจข้อมูล สามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ ส่วนความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทรศัพท์ 0-2561-0777 ต่อ 1417 อีเมล [email protected]
ขอขอบคุณ
ที่มาข้อมูลและภาพประกอบ
http://www.dailynews.co.th/Content.do?contentId=188947